บทที่ 7 หลุมพรางที่สร้างขึ้นเอง
ความอับอายขายหน้าในงานเลี้ยงชมดอกโบตั๋นเปรียบเสมือนตราบาปที่สลักลงบนหน้าของมู่หรงจิ่น ความพ่ายแพ้ต่อสตรีที่เขาเคยคิดว่าควบคุมได้ง่ายอย่างลี่อิงหลัน ทำให้จิตใจของเขาร้อนรุ่มดุจถูกไฟแผดเผา ทว่าสิ่งที่บีบคั้นเขายิ่งกว่า คือเรื่องทางการเมืองและสถานะทางการเงินของตระกูลมู่หรงที่เริ่มง่อนแง่น
ณ ห้องทำงานลับในจวนตระกูลมู่หรง มู่หรงจิ่นกำลังกวาดสายตามองบัญชีหนี้สินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไป๋ลี่ว์ที่เพิ่งผ่านพ้นการลงโทษตบปากจนริมฝีปากยังคงบวมช้ำ นั่งสะอื้นไห้อยู่ข้างกาย
"ท่านพี่... หากตระกูลมู่หรงไม่ได้เงินหมุนเวียนก้อนใหญ่ภายในเดือนนี้ สายสัมพันธ์ของท่านกับใต้เท้าฝ่ายกลาโหมต้องสะบั้นลงแน่เจ้าค่ะ" ไป๋ลี่ว์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พี่อิงหลันช่างใจดำนัก นางกุมคลังสินค้าและสายการค้าของตระกูลลี่ไว้แน่น ไม่ยอมให้ท่านพี่หยิบยืมเลยแม้แต่น้อย"
"เจ้าหยุดพูดได้แล้ว!" มู่หรงจิ่นตวาดเสียงดังอย่างหงุดหงิด "หากมิใช่เพราะมารยาโง่ๆ ของเจ้าวันนั้น ข้าหรือจะต้องมาตกอยู่ในสภาพอับจนปัญญาเช่นนี้!"
ไป๋ลี่ว์ก้มหน้ากอดเข่าไห้โฮ ไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก
ในขณะที่มู่หรงจิ่นกำลังสิ้นหวัง พ่อบ้านตระกูลมู่หรงก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทีลนลาน พร้อมกับยื่นฎีกาปิดผนึกตราแดงชิ้นหนึ่งให้
"คุณชาย! ข่าวดีเจ้าค่ะ! คนของเราในกรมท่ารายงานมาว่า มีโครงการค้าเหมืองหินหยกแถบชายแดนทักษิณเปิดประมูลลับ! หากใครได้สัมปทานนี้ไป จะสามารถสร้างกำไรมหาศาลนับแสนตำลึงทองภายในเวลาเพียงครึ่งปีเจ้าค่ะ!"
มู่หรงจิ่นตาโตด้วยความโลภ "จริงหรือ? แล้วเหตุใดโครงการใหญ่เช่นนี้จึงหลุดมาถึงมือข้าได้?"
"คนของเรารายงานว่า โครงการนี้เดิมทีตระกูลลี่ของคุณหนูลี่อิงหลันกำลังซุ่มกว้านซื้อหุ้นส่วนอยู่อย่างลับๆ เจ้าค่ะ! ทว่าพวกเขากำลังขาดเงินทุนหมุนเวียนก้อนสุดท้าย จึงยังไม่ได้เซ็นสัญญาขั้นเด็ดขาด!"
เมื่อได้ยินว่าเค้กชิ้นโตนี้เป็นสิ่งที่ลี่อิงหลันกำลังกุมไว้ ความโลภและความแค้นในใจของมู่หรงจิ่นก็พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด 'หากข้าแย่งสัมปทานเหมืองหยกนี้มาจากลี่อิงหลันได้ ข้าไม่เพียงแต่จะได้เงินมหาศาลมาพยุงตระกูล แต่ยังได้หักหน้านางและทำให้ตระกูลลี่ต้องสยบยอมใต้ฝ่าเท้าข้าอีกครั้ง!'
โดยที่มู่หรงจิ่นไม่รู้เลยว่า... ทั้งหมดนี้คือ 'หลุมพราง' ที่ถูกออกแบบไว้อย่างแยบยล!
ณ หอถิงเฟิ่ง โรงเตี๊ยมชั้นนำของเมืองหลวง ลี่อิงหลันในชุดเกราะจิบชาสีขาวนวล นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเซียวอ๋องเซียวจ้าน ในห้องอุ่นที่กั้นด้วยฉากกั้นไม้หอม
"หมากตัวนี้... มู่หรงจิ่นกลืนเหยื่อลงท้องไปเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ" ลี่อิงหลันยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายเฉียบแหลม "ความโลภและความแค้นบังตาจนทำให้เขาขาดสติปัญญาในการไตร่ตรอง"
เซียวจ้านรินชาให้นางด้วยตนเอง ท่วงท่าสง่างามนิ่งสงบ "สัมปทานเหมืองหยกชายแดนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงเหมืองร้างที่ติดหนี้สินราษฎรและมีคดีความโกงกินกับทางราชสำนัก ข้าให้เฉินเฟิงปลอมแปลงเอกสารและสร้างฉากบังหน้า ให้ดูเหมือนเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ตระกูลลี่กำลังแย่งชิง"
"มู่หรงจิ่นต้องการเงินด่วนเพื่อไปติดตักขุนนางใหญ่" ลี่อิงหลันเอ่ยเสริม "เพื่อรวบรวมเงินมาเก็งกำไรในเหมืองร้างแห่งนี้ เขาจะต้องจำนองที่ดิน สินทรัพย์ และทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลมู่หรง แม้กระทั่งยืมเงินกู้ดอกเบี้ยโหดจากตลาดมืด!"
"และเมื่อสัญญาเซ็นสมบูรณ์..." เซียวจ้านมองสบตานาง แววตาฉายความชื่นชมในแผนการอันเฉียบขาดของสตรีตรงหน้า "ราชสำนักจะส่งคนเข้ายึดทรัพย์และตรวจสอบการโกงกินเหมืองร้างทันที ตระกูลมู่หรงจะไม่เหลือแม้แต่ทองสักตำลึงเดียว แถมยังต้องแบกรับโทษอาญาติดหนี้แผ่นดิน!"
"หลุมพรางนี้... เขาเป็นคนขุดและก้าวลงไปซบด้วยตนเอง" ลี่อิงหลันจิบชาเบาๆ แววตาเยือกเย็น "ชาตินี้ ข้าจะไม่แปดเปื้อนมือด้วยการฆ่าเขา แต่ข้าจะทำให้เขาเห็นตระกูลตนเองล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา!"
เซียวจ้านทอดสายตามองลี่อิงหลันด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ สตรีผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่ความงดงาม แต่จิตใจและความเด็ดเดี่ยวของนางยิ่งใหญ่พอที่จะยืนเคียงข้างเขาในฐานะจอมทัพแห่งแผ่นดิน
"อิงหลัน..." เซียวจ้านเอ่ยเสียงนุ่ม เรียกนามของนางโดยไร้คำยศถาบรรดาศักดิ์ "เมื่อตระกูลมู่หรงล่มสลาย เจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อ?"
ลี่อิงหลันชะงักไปเล็กน้อย มองสบตากับบุรุษผู้สูงส่งตรงหน้า นัยน์ตาของเขามีความอบอุ่นและมั่นคงที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
"หม่อมฉันต้องการปกป้องตระกูลลี่ และอยู่อย่างสงบสุขเพคะ"
"เช่นนั้น..." เซียวจ้านยื่นมือหนาออกมา วางทับลงบนมือเล็กของนางเบาๆ อบอุ่นและหนักแน่น "ความสงบสุขของเจ้า นับตั้งแต่นี้ไป... ให้ข้าเป็นผู้ดูแลและสร้างมันขึ้นมาร่วมกับเจ้า ได้หรือไม่?"
สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือของเซียวอ๋องส่งผ่านเข้าสู่หัวใจที่เคยแช่แข็งของลี่อิงหลัน นางมองประสานสายตากับเขา ไร้ซึ่งคำปฏิเสธ มีเพียงรอยยิ้มหวานอ่อนโยนที่ตอบรับพันธมิตรและหัวใจที่กำลังเริ่มเชื่อมผูกกันอย่างแท้จริง
